เทศน์เช้า วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๙
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ วันนี้วันพระ วันพระ วันโกน เป็นวันแสวงหาบุญกุศลใส่หัวใจของตน
ทำไมต้องแสวงหา
ถ้าแสวงหาบุญกุศลใส่หัวใจของตน หัวใจของตนจะเข้มแข็ง หัวใจของตนมันจะให้ความเป็นธรรมกับตัวเองไง
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
เราเรียกร้องความเป็นธรรมๆ ความเป็นธรรมเสมอภาคในสังคม เห็นไหม เราเรียกร้องความเป็นธรรมเสมอภาคในสังคม ถ้าผู้นำที่ดีงาม สังคมที่ดีงาม ผู้ที่ควบคุมดูแลเขาดูแลด้วยความเป็นธรรม แต่เวลามันทุจริต เวลาทุจริตมันลำเอียง มันความเห็นต่าง นี่เรื่องของโลกๆ ไง
แต่เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณ ทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นมันความเป็นธรรม
บุพเพนิวาสานุสติญาณ ย้อนอดีตชาติไป ตั้งแต่พระเวสสันดรเสียสละมาแค่ไหน เวลาพระโพธิสัตว์ๆ ต้องสร้างคุณงามความดีในหัวใจมามากมายมหาศาล หัวใจมันถึงมีสัจจะมีความจริงในหัวใจของตน จะตั้งใจทำสิ่งใดมันทำจริงทำจังไง
นี่มันเหลวไหล ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ดีแต่ปาก การกระทำมันอีกอย่างหนึ่ง เห็นไหม
แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนต้องมีการกระทำไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อยู่โคนต้นโพธิ์ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านอยู่ในป่าในเขาของท่าน ท่านทำตัวเป็นแบบอย่าง ท่านไม่ออเซาะฉอเลาะสังคม
สังคมมันเลวร้าย สังคมมันหาที่ยืนไง แต่เราให้ความเป็นธรรมในหัวใจของตน
นี่ความเป็นธรรม ความเป็นธรรมจากภายนอก ถ้าข้างในมันเป็นธรรมขึ้นมาแล้วนะ สพฺเพ สตฺตา สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เขามีเวรมีกรรมของเขา เห็นแล้วมันสังเวช
เวลาเขาเอารัดเอาเปรียบทำร้ายกัน เราได้ยืนมอง ปลงธรรมสังเวชน่ะ เราไม่ทำอย่างนั้น เราจะเผื่อแผ่ เราจะคุ้มครองผู้ที่ยากไร้ พวกอ่อนแอ เราดูแลรักษาของเรา ถ้าเราทำของเราได้
ถ้าเราทำของเราไม่ได้นะ มันทำไม่ได้ มันทำไม่ได้เพราะอะไร เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว “จะโปรดใครได้หนอ จะโปรดใครได้หนอ” มันแตกต่างกันหลากหลายไง ถ้ามันแตกต่างกันหลากหลาย แล้วมันมีวันจบวันสิ้นไหม
เรื่องโลกๆ ไม่มีวันจบวันสิ้น ถ้าเรื่องหัวใจของเรามันจบ มันจบที่เราจริง มันจบที่เราเอาจริง
เราเอาไม่จริง
เราเอาจริง เห็นไหม กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง เจริญอีกหนหนึ่ง เจริญในหัวใจของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นก่อน ถ้าหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านไม่เป็นความจริงของท่าน ท่านจะเอาอะไรไปสอนคน
แล้วไอ้คนที่ตอแหล ไอ้คนที่มาปลิ้นปล้อนกับสำนักของท่านน่ะ ท่านไล่ออกๆ ไล่ออกทั้งนั้นน่ะ ไอ้พวกตอแหล
ท่านต้องการคนจริง รอความจริงไง
ถ้ามันเป็นความจริงๆ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ประเสริฐเลอเลิศ รอคนจริงมาขุดค้นคว้าขึ้นมาให้มันเป็นขึ้นมาในหัวใจของตน ถ้ามันเป็นขึ้นมาในหัวใจของตน เห็นไหม หลวงตาพระมหาบัวท่านสิ้นกิเลสไง กราบแล้วกราบเล่า กราบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความกตัญญูกตเวที
“รู้ได้อย่างไรหนอ รู้ได้อย่างไรหนอ”
รู้ได้อย่างไรเพราะท่านรู้ไง รู้ด้วยความลึกลับซับซ้อน ความลึกลับซับซ้อนเพราะให้ความเป็นธรรมกับหัวใจของตน พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เบิกบานแล้วต้องศึกษา ต้องค้นคว้า ต้องมีการกระทำขึ้นมาให้มันเป็นข้อเท็จจริงในหัวใจของตน บุคคล ๔ คู่
ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ ดับอย่างไร เวลามันทุกข์มันยากในหัวใจ จะให้ความเป็นธรรมมันอย่างไร เวลาหัวใจมันเจ็บปวดแสบร้อน ให้หัวใจมันอย่างไร แล้วเวลามันเอ๋อ มันเซ่อๆ ซ่าๆ มันไปไม่ถูก มันจะไปซ้ายไปขวา จะไปทางไหนดีวะ
มัคโค ทางอันเอก มรรค มรรคอริยสัจจัง
มันอยู่ที่ไหนล่ะ อยู่ที่ตู้พระไตรปิฎกหรือ อยู่ที่ครูบาอาจารย์หรือ
หลวงตาพระมหาบัวท่านไปหาหลวงปู่มั่น เห็นไหม
“มหามาหาอะไร มาหามรรคผลนิพพานใช่ไหม มรรคผลนิพพานไม่ได้อยู่ที่ใดๆ เลย ไม่อยู่ในตำรับตำรา”
ฟังสิ ตำรับตำรา ทฤษฎี ไม่อยู่ในตำรับตำรา แล้วอยู่ที่ไหนล่ะ
มันอยู่ที่หัวใจของคนไง หัวใจของเอ็งนั่นแหละ ถ้าเอ็งมีสัจจะมีความจริงขึ้นมา
เอ็งอย่าเหลวไหล เอ็งอย่ากะล่อน เอ็งอย่าปลิ้นปล้อน หน้าฉาก หลังฉาก หน้าฉากอวดดิบอวดดี หลังฉากเหลวเป๋วไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันน่ะ
เอาหลังฉาก เอาความจริงไง
หลวงตาพระมหาบัวท่านปฏิบัติ ปฏิบัติให้ใครเห็นไม่ได้ หน้าฉาก หน้าฉากไม่มีใครรู้ใครเห็นเราทำดีทำชั่ว แต่หลังฉากเอาจริงเอาจัง หลังฉาก
นี่ไง ความเป็นธรรมๆ ความเป็นธรรมในพระพุทธศาสนาไง
ความเป็นธรรมของสังคม สังคม เห็นไหม เขาทำของเขามา เขาทำของเขามานะ มันสลด มันสังเวช เวลากรรมมันให้ผลไง คนดีๆ เราเห็นคนดีๆ ถึงเวลามันเกิดภัยพิบัติขึ้นมา เราเห็นแล้วเราเศร้าใจ ไอ้คนที่เลวร้ายๆ ทำไมเอาตัวรอดตลอดเวลาวะ ไหนว่าพระพุทธศาสนาว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วไง
เขาทำดีของเขามา เขาได้สร้างบุญกุศลของเขามา มาสว่างแล้วจะไปมืดไง ไอ้เรามามืดจะไปสว่างไง
มามืด เห็นไหม เราเกิดมาจากไหน เกิดมาจากกรรม เกิดมาจากการกระทำของเราทั้งนั้นน่ะ แต่การกระทำนี้มันบาลานซ์ไปกับพ่อกับแม่ เวลากรรมมันเสมอภาคกัน มันถึงมาเกิดร่วมกันไง
คนมั่งคนมีนะ มาหาเราเยอะแยะ มีลูกยาก คนร่ำคนรวยมีลูกยากมากเลย ไอ้ของเราโอ้โฮ! หัวแถว ท้ายแถวนะ นี่ไง เพราะอะไร
กรรมดี กรรมชั่ว
สร้างคุณงามความดีของเราๆ ใครจะติใครจะเตียนเป็นเรื่องของเขา โลกธรรม ๘ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ มันเป็นสมบัติประจำโลกของเขา ไอ้หัวใจของเรานี่ เราศึกษาพระพุทธศาสนา ศึกษาพระพุทธศาสนา ฟังครูบาอาจารย์เทศนาว่าการ ฟังจนชินหู แต่หัวใจมันด้าน มันทำไม่ได้หรอก มันดีแต่คุย
“ธรรมะปฏิบัติเมื่อไหร่ก็ได้ ทำเมื่อไหร่ก็ได้”
เอ็งลองทำดู พอทำไปแล้วอีลุ่ยฉุยแฉก เพราะอะไร เพราะกิเลสมันให้ความเป็นธรรมของตัวเองไม่ได้ อวิชชาพญามารมันครอบงำในหัวใจของตนอยู่ แล้วพญามารมันจะให้ทำคุณงามความดีไปได้อย่างไร
พญามารๆ กิเลสมันกลัวอะไร กลัวธรรม กลัวศีล กลัวสมาธิ กลัวปัญญา แล้วศีล สมาธิ ปัญญาก็อยู่ในตำรา ศีล สมาธิอยู่ในตู้พระไตรปิฎก แล้วล็อกกุญแจมันไว้ ไอ้เราก็เซ่อๆ ปฏิบัติด้วยความเซ่อซ่า ไร้สาระ
ไก่ได้พลอยไง เราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา มีของมีคุณค่า มีของดีงามอยู่แล้ว แล้วจะไปแสวงหาจากใคร
ครูบาอาจารย์สำคัญ สำคัญที่คุ้มครองเรา ปฏิบัติแล้วมันติดขัดขัดข้องอย่างไร แล้วติดขัดขัดข้องอย่างไรนะ มันให้คะแนนตัวเองทั้งนั้นน่ะ ดูสิ กิเลส เราเป็นคนดีทั้งนั้นน่ะ ทำคุณงามความดีอะไรก็แล้วแต่ว่าจะเป็นของเราๆ
เป็นตรงไหน
สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง ดูสิ แปรสภาพตลอดเวลา วันเวลากลืนกินชีวิตของสัตว์โลกนะ สิ้นเดือน สิ้นปี สิ้นอายุขัย สิ้นไปแล้วเหลืออะไร เหลือไว้เป็นสมบัติของโลก แล้วเราไปไหน เราไปด้วยบุญด้วยกรรมของหัวใจเรานี่ไง ถ้าหัวใจของเรามีบุญมีกุศลนะ ยิ้มแย้มแจ่มใสมาก จิตตคหบดีสร้างคุณงามความดีไว้ เวลาจะตาย รถสวรรค์มารับเลย
แล้วรถสวรรค์มารับ วงกรรมฐานเขากลัวมาก เขากลัวไปเกิดบนสวรรค์ ไปเกิดเป็นพรหม อายุขัยมันยาว แล้วพระพุทธศาสนามันหมดยุคหมดสมัยไป
เวลาเกิดมานะ เวลาสมัยหินอย่างนี้ สมัยโบราณด้วยกำลังทั้งนั้นน่ะ โยมดำรงชีพด้วยกำลังของตนทั้งนั้นน่ะ ในปัจจุบันนี้กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่งไง เจริญจากภาคทฤษฎี ภาคการศึกษาไง โลกเจริญ เจริญเพราะสติปัญญาของคน เราศึกษามีความรู้ขึ้นมา เห็นไหม
คนมีองค์ความรู้ มีความรู้ มันรู้หมดน่ะ แล้วมันไม่ตื่นเต้นไปกับอะไรนะ เพราะแก้ไขได้ คนไม่มีความรู้ไง เราก็ฝึกหัดของเราขึ้นมา แล้วความรู้ที่เราศึกษาขึ้นมานี่ภาคปฏิบัติ พอภาคปฏิบัติขึ้นมา กูทำได้ ทำมากับมือทั้งนั้นน่ะ
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
หลวงปู่เจี๊ยะท่านสอนประจำ ให้ชำนาญในวสี ชำนาญในการกระทำ ตั้งอารมณ์อย่างไร ถ้ามันเป็นสมาธิขึ้นมาได้ คราวนี้มันมีความสงบสุข แล้วเราทำอย่างไรวะ
ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ
เราจะไปแลกเปลี่ยนสินค้า เราต้องมีเงินทองของเราไป เราจะฝึกหัดปฏิบัติ เรามีหัวใจตรงไหน สมาธิอยู่ที่ไหน ทำสมาธิเป็นหรือเปล่า
พระกรรมฐานทั้งหมดทำสมาธิไม่เป็น ทำไม่เป็นเพราะอะไร
ว่างๆ ว่างๆ ไร้สาระ
จิตไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น จิตเป็นหนึ่ง มันไม่พาดพิงอารมณ์
ว่างๆ อารมณ์ทั้งนั้นนะ อารมณ์ความรู้สึกทั้งนั้นน่ะ แล้วตัวจริงมันอยู่ไหน
ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ นี่ไง สุขอื่นใดอื่นกับจิตสงบไม่มี
คนถ้าไม่มีอำนาจวาสนา แค่นี้มันว่าเป็นนิพพาน แล้วเป็นนิพพาน เห็นไหม สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้
เขาถากเขาถาง ไอ้กรรมฐาน ไอ้พุทโธๆ ไอ้โง่เง่าเต่าตุ่น ทำอะไรไม่เป็น อะไรก็พุทโธๆ
มึงพุทโธเป็นหรือเปล่า
ถ้ามึงพุทโธเป็นนะ สงบสุขมาก แล้วสุขอันนี้ โลกนี้ไม่มี สมาธิซื้อไม่ได้ สติซื้อไม่ได้ ภาวนามยปัญญาซื้อไม่ได้ แลกเปลี่ยนไม่ได้ อาจารย์ทำให้ไม่ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทำให้ไม่ได้ แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้บอกทาง เป็นผู้ชี้แนะให้เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา
ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเพราะอะไร
เพราะมีกายกับใจ
เทวดา อินทร์ พรหมเขาอิจฉามนุษย์ไง เพราะเขากายทิพย์ เขาอิ่มทิพย์ตลอดเวลา เขาอยากได้อะไรเขาได้สมตามปรารถนา จนหมดอายุขัยของเขา
ของเราจะหาข้าวกินสักมื้อ ทุกข์ยากแสนเข็ญต้องหามาเพื่อป้อนปาก ป้อนร่างกายนี้ แล้วร่างกายนี้มันบีบคั้นเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา นั่นน่ะธรรมเทศน์ตลอดเวลา
เทวดาเขาอิจฉาตอนนี้ อิจฉาที่ว่ามันทุกข์มันยาก มันลำบากไปหมด เฮ้ย! มันไม่คิดวะ ทำไมไม่เอาตัวรอด
เขาเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐินะ เขาอิจฉา มิจฉาทิฏฐิเขาไม่สนใจหรอก เทวดา อินทร์ พรหมก็มีธรรมกับมีกิเลส มันมีแต่ทัศนคติของคนไง มันที่บุญและบาปของคนที่สร้างขึ้นมาไง
ฉะนั้น เวลาเราต้องแสวงหามาเพื่อดำรงชีวิต ปัจจัย ๔ มันก็เป็นงานประจำหน้าที่การงานของการดำรงชีวิต แล้วงานภาวนาล่ะ
เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาเพื่อค้นคว้าหาหัวใจของตนไง ให้ความเป็นธรรมกับใจของตนไง
ให้ความเป็นธรรมกับโลก แสวงหามาเพื่อดำรงชีวิต แล้วแข่งขัน การแข่งขันทำให้โลกเจริญ การเอารัดเอาเปรียบ การฉ้อโกง นั่นเป็นกิเลส
ให้ความเป็นธรรมกับตนเอง มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา เราหาสิ่งใดมา เราใช้สอยเพื่อในความจำเป็นของตน ที่เหลือเผื่อแผ่สังคมเขา เผื่อแผ่เพราะอะไร เพราะคนมันทำไม่ได้ คนมันทำไม่เป็นมันมี มันมี เราเผื่อแผ่อันนั้นเพื่ออะไร
ผู้ให้ จิตใจมันผ่องแผ้ว จิตใจมันดีงาม พอดีงามขึ้นมา เห็นไหม ฟังเทศน์ๆ ฟังเทศน์ขึ้นมาให้ใจมันยอมรับ ให้ใจมันยอมรับคือว่าฟังความเห็นต่าง ความเห็นต่างของธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง
แล้วไม่อยู่ไม่กิน มันจะมีความสุขได้อย่างไร
เวลาพระอดนอน ผ่อนอาหารขึ้นมา เวลาจิตมันสงบเข้ามา ความง่วงเหงาหาวนอน ไอ้พวกหิวกระหายมันหายไปไหน เวลาจิตมันไม่ไปรับรู้ขึ้นมา มันเป็นอิสระของมันขึ้นมา มันมหัศจรรย์ในตัวของมันเองไง มันมหัศจรรย์ในตัวของมันเอง มันเป็นข้อเท็จจริง
แต่เราไม่กล้า เราไม่กล้าไปเผชิญความจริงกับหัวใจของตน
เก่ง เก่งกับคนอื่น เก่งกับข้างนอก แต่ตัวเองเหลวเป๋ว
ถ้าเก่งกับตัวเองนะ ข้างนอกก็สงบ ข้างในก็สงบ ภายนอก ภายใน ถ้าภายในมันดีงามนะ ต้องสอนตนให้ได้ก่อนถึงจะสอนคนอื่น ไม่เบียดเบียนตนและไม่เบียดเบียนคนอื่น
กิเลสมันเบียดเบียนตลอดเวลา กิเลสมันเบียดเบียนหัวใจเท่านั้น แล้วเบียดเบียนหัวใจของตนเองแล้วก็จะเอาความเบียดเบียนนี้ไปพาดพิงคนอื่น ไปแปะคนอื่นไง ความเป็นจริงจะให้เขาช่วยเหลือ จะให้เขาค้ำชูบูชา
ใครจะค้ำชูบูชาเอ็ง ตัวเองยังค้ำชูบูชาตัวเองไม่ได้
ถ้าตัวเองค้ำชูบูชาตัวเองได้นะ นั่งลง ในคูหา ในเรือนว่าง ในที่เป็นสัปปายะ เราอยู่สุขอยู่สบายของตน แล้วไม่ต้องไปวอแวกับใคร เขารู้เขาเห็นของเขาเอง
ความจริง ทุกคนแสวงหาความจริงอยู่แล้ว ความจริงมันเป็นความจริงวันยังค่ำ แต่วุฒิภาวะของสังคมไง ว้าเหว่ เดือดร้อน ต้องการให้คนอื่นค้ำชูบูชา แล้วใครจะค้ำชูบูชาตัวล่ะ
แต่ถ้า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนรักษาตัวเองได้ ตนคุ้มครองตัวเองได้ ตนนั่งมีความสุขตลอดเวลา
เขาเองต่างหาก เขาเองต่างหาก เห็นไหม ทำอย่างไรๆ ถ้าเขาทำอย่างไร เพราะเขาพร้อมไง
ยัดเยียดๆ
มันก็เป็นทางโลก สภาวะแวดล้อมเพื่อสิ่งที่ดีงาม ลูกหลานของเรา เราก็บังคับมันก่อน
หลวงตาพระมหาบัวท่านสอนไง ผู้ฝึกหัดปฏิบัติใหม่ ทีแรกต้องบังคับ บังคับหัวใจของตน
มันไม่ยอมพุทโธหรอก มันจะเร่ร่อน มีแต่อารมณ์ มีแต่ความรู้สึก มันบรรลุธรรมตลอดเวลา แล้วบรรลุธรรมโดยอะไร กิเลสมันหลอกทั้งนั้นน่ะ
เวลาเอาจริง บังคับ อยู่กับพุทโธนี่ อยู่กับคำบริกรรม สมมุติ พุทโธๆๆ จนมันกลมกลืนกัน มันเรียบง่าย พุทโธๆ จนมันพุทโธไม่ได้ เห็นไหม ตัวมันเองเสียเอง เอ๊อะ! มันไม่พาดพิงพุทโธ
บังคับๆ ก็นึกเอา ก็สมมุตินี่แหละ แต่จิตมันเป็นนามธรรม การแสวงหามันจะทำอย่างไร
ก็ต้องตัวเองแสวงหาตัวเอง ตัวเองแสวงหาตัวเอง ตัวเองต้องมีศรัทธาความเชื่อ มีความมั่นคง ฝึกหัดตั้งสติของตนขึ้นมา แล้วถ้ามันสงบระงับเข้ามา ให้ความเป็นธรรมกับใจของตน มันเป็นอิสระ แล้วใจของตนที่เป็นอิสระแล้ว กิเลสไม่ครอบงำแล้ว ยกขึ้นสู่วิปัสสนา ยกขึ้นสู่วิปัสสนาเพราะมันไม่มีตัณหา ไม่มีความเห็นบวกเข้าไป
จะเป็นอย่างนั้นๆๆ ต้องเป็นอย่างนั้นๆๆ ไม่เป็นหรอก มันเป็นเอง
มันเป็นเองอ้อนวอนขอใช่ไหม
ไม่ใช่ มันเป็นเองโดยเหตุ มันเป็นโองโดยสติ มันเป็นเพราะสติ เพราะปัญญาควบคุมดูแลชำนาญในวสี แบบหล่อ
นี่เหมือนกัน เรามีสติมีปัญญาควบคุมดูแล ถ้าใจมันสงบสุขขึ้นมา มันเป็นความมหัศจรรย์
แล้วอยู่ที่ไหน
อยู่ที่เรานั่งกันอยู่นี่ กายกับใจๆ
ตายแล้วไปไหน ตายแล้วจิตออกจากร่างไปแล้วมันจะรู้ แล้วถ้ามันรู้ตั้งแต่ที่มันมีชีวิตอยู่ มันกลัวอะไร มันสนใจอะไร มันพร้อมอะไร มันดีอย่างไร
นี่ไง วันพระๆ วันพระ เห็นไหม ให้ความเป็นธรรมกับสังคม กับโลก เราอยู่ในประเทศชาติที่เป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม แล้วเราถ้ามีสติปัญญา เราจะให้ความเป็นธรรมกับหัวใจของตน แล้วหัวใจของตนต้องฝึกหัด ต้องบังคับ ต้องสร้างคุณงามความดี ต้องตั้งสติให้เป็นแบบอย่างที่ดีงาม พอใจมันเป็นขึ้นมาแล้ว เห็นไหม
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
ตนนั้นจะประเสริฐ ประเสริฐเพราะเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีสติมีปัญญาดูแลรักษาพุทธะ หัวใจของตน เอวัง